

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
ประวัติส่วนตัว
ชื่อ:นางสาวกันนิภา สรวมศิริ
ชื่อเล่น:ก้อย
เกิดวันที่:4 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2532
ที่อยู่ปัจจุบันบ้านเลขที่.35 หมู่ที่:9 ตำบลหัวสำโรง
อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา
รหัสไปรษณีย์24190
E-mail address: kankan_4@hotmail.com
: kannipha4444@gmail.com
ประวัติการศึกษา
: ประถมศึกษา…โรงเรียนวัดอ่าวช้างไล่ (สมเกตุประชาสรรค์)
: มัธยมศึกษา…โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ 2
: ประกาศณียบัตรวิชาชีพชั้นสูง…วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา
:ปัจจุบันกำลังศึกษาที่….มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
คติประจำใจ:อนาคตต้องดีกว่าปัจจุบัน
ชื่อเล่น:ก้อย
เกิดวันที่:4 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2532
ที่อยู่ปัจจุบันบ้านเลขที่.35 หมู่ที่:9 ตำบลหัวสำโรง
อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา
รหัสไปรษณีย์24190
E-mail address: kankan_4@hotmail.com
: kannipha4444@gmail.com
ประวัติการศึกษา
: ประถมศึกษา…โรงเรียนวัดอ่าวช้างไล่ (สมเกตุประชาสรรค์)
: มัธยมศึกษา…โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ 2
: ประกาศณียบัตรวิชาชีพชั้นสูง…วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา
:ปัจจุบันกำลังศึกษาที่….มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
คติประจำใจ:อนาคตต้องดีกว่าปัจจุบัน
ส่งงาน บทที่ 1
1.จงอธิบายความหมายของคำดังต่อไปนี้ พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ณ์ในชิวิตประจำวัน
เทคโนโลยี (Technology) คือ การใช้ความรู้ เครื่องมือ ความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการตลอดจน ผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ่งประดิษฐ์และวิธีการ มาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดียิ่ง ขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้มีมากยิ่งขึ้น เช่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ หรืออาจกล่าวได้ว่า สารสนเทศ เกิดจากการนำข้อมูล ผ่านระบบการประมวลผล คำนวณ วิเคราะห์และแปลความหมายเป็นข้อความที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของสถานที่ โดยอยู่ในรูปแบบที่ เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผล ซึ่งข้อมูลอาจจะได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะ ต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชื่อนักเรียน เพศ อายุ เป็นต้น
ฐานข้อมูล (Database) หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมาเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบและข้อมูลที่ประกอบกันเป็นฐานข้อมูลนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานขององค์กร เช่น เอกสารข้อมูลต่างๆภาคในโรงเรียนได้แก่ ชื่อนักเรียน ชื่ออาจารย์ วิชา การลงทะเบียน
2.โครงสร้างสารสนเทศมีอะไรบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
1. ระดับล่าง เป็นการช้คอมพิวเตอร์ทำงานประมวลผลข้อมูล ซึ่งเรียกว่าระบบการประมวลผลรายการ
2. ระดับที่สอง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์จัดทำสารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผนการตัดสินใจและการควบคุมที่เกี่ยวเนื่องกับงานประจำวันซึ่งเรียกว่า งานควบคุมการดำเนินงาน
3.ระดับที่สาม เป็นการใช้คอมพิวเตอร์จัดทำสารสนเทศสำหรับผู้บริหารจัดการระดับกลางใช้ในการจัดการวางแผนระยะสั้นตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งเรียกว่างานควบคุมการจัดการ
4.ระดับที่สี่ เป็นการใช้คอมพิวเตอร์จัดทำสารสนเทศสำหรับผู้บริหารจัดการระดับสูง สำหรับใช้ในงานวางแผนระยะยาว ซึ่งเรียกว่าการวางแผนกลยุทธ์
3.วิวัฒนาการของการของเทคโนโลยีสารสนเทศมีอะไรบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
1.ยุคการประมวลผลข้อมูล เป็นยุคแรกๆของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์วัตถุประสงค์ช่วงนั้น คือเพื่อการคำนวนและการประมวลผลข้อมูลประจำวันเพื่อลดค่าใช้จ่ายและบุคลากรลง
2.ระบบสารสนเทศเพื่อการจัการ เป็นยุคที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการงานด้านการตัดสินใจ ดำเนินการควบคุม ติดตามผล ตลอดจนวิเคราะห์งานของผู้บริหาร
3.ระบบจัดการทรัพยากรสารสนเทศ เป็นการเรียกใช้สารสนเทศ เพื่อที่จะช่วยในการตัดสินใจ ในการนำองค์กรหรือหน่วยงานใปสู่เป้าหมายอันเป็นความสำเร็จ
4.ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความเจริญอย่างรวดเร็ว ทำให้มีทางเลือกและเกิดรูปแบบใหม่ๆ ของสินค้าและบริการ รวมเรียกว่าเป็นที่มีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ละเทคโนโลยีโทรคมนาคม เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศโดยมุ่งเน้นของการให้บริการสารสนเทศ
เทคโนโลยี (Technology) คือ การใช้ความรู้ เครื่องมือ ความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการตลอดจน ผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ่งประดิษฐ์และวิธีการ มาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดียิ่ง ขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้มีมากยิ่งขึ้น เช่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ หรืออาจกล่าวได้ว่า สารสนเทศ เกิดจากการนำข้อมูล ผ่านระบบการประมวลผล คำนวณ วิเคราะห์และแปลความหมายเป็นข้อความที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของสถานที่ โดยอยู่ในรูปแบบที่ เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผล ซึ่งข้อมูลอาจจะได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะ ต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชื่อนักเรียน เพศ อายุ เป็นต้น
ฐานข้อมูล (Database) หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมาเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบและข้อมูลที่ประกอบกันเป็นฐานข้อมูลนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานขององค์กร เช่น เอกสารข้อมูลต่างๆภาคในโรงเรียนได้แก่ ชื่อนักเรียน ชื่ออาจารย์ วิชา การลงทะเบียน
2.โครงสร้างสารสนเทศมีอะไรบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
1. ระดับล่าง เป็นการช้คอมพิวเตอร์ทำงานประมวลผลข้อมูล ซึ่งเรียกว่าระบบการประมวลผลรายการ
2. ระดับที่สอง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์จัดทำสารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผนการตัดสินใจและการควบคุมที่เกี่ยวเนื่องกับงานประจำวันซึ่งเรียกว่า งานควบคุมการดำเนินงาน
3.ระดับที่สาม เป็นการใช้คอมพิวเตอร์จัดทำสารสนเทศสำหรับผู้บริหารจัดการระดับกลางใช้ในการจัดการวางแผนระยะสั้นตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งเรียกว่างานควบคุมการจัดการ
4.ระดับที่สี่ เป็นการใช้คอมพิวเตอร์จัดทำสารสนเทศสำหรับผู้บริหารจัดการระดับสูง สำหรับใช้ในงานวางแผนระยะยาว ซึ่งเรียกว่าการวางแผนกลยุทธ์
3.วิวัฒนาการของการของเทคโนโลยีสารสนเทศมีอะไรบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
1.ยุคการประมวลผลข้อมูล เป็นยุคแรกๆของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์วัตถุประสงค์ช่วงนั้น คือเพื่อการคำนวนและการประมวลผลข้อมูลประจำวันเพื่อลดค่าใช้จ่ายและบุคลากรลง
2.ระบบสารสนเทศเพื่อการจัการ เป็นยุคที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการงานด้านการตัดสินใจ ดำเนินการควบคุม ติดตามผล ตลอดจนวิเคราะห์งานของผู้บริหาร
3.ระบบจัดการทรัพยากรสารสนเทศ เป็นการเรียกใช้สารสนเทศ เพื่อที่จะช่วยในการตัดสินใจ ในการนำองค์กรหรือหน่วยงานใปสู่เป้าหมายอันเป็นความสำเร็จ
4.ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความเจริญอย่างรวดเร็ว ทำให้มีทางเลือกและเกิดรูปแบบใหม่ๆ ของสินค้าและบริการ รวมเรียกว่าเป็นที่มีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ละเทคโนโลยีโทรคมนาคม เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศโดยมุ่งเน้นของการให้บริการสารสนเทศ
บทที่ 2 วันที่ 13 มกราคม 2556
ข้อ1.จงอธิบายความหมาย พร้อมยกตัวอย่างของคำดังต่อไปนี้
-ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง ส่วนประกอบ โครงสร้าง รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงที่สนับสนุนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ หน้าที่ของฮาร์ดแวร์ก็คือ ทำงานตามคำสั่งควบคุมการทำงานต่างๆ ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
1. หน่วยรับข้อมูล (Input unit) เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ คือ แป้นพิมพ์ ( Keyboard ) และเมาส์ ( Mouse) นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รับเข้าอื่น ๆ อีก ได้แก่ สแกนเนอร์ ( Scanner), วีดีโอคาเมรา (Video Camera), ไมโครโฟน (Microphone), ทัชสกรีน (Touch screen), แทร็คบอล (Trackball), ดิจิตเซอร์ เทเบิ้ล แอนด์ ครอสแชร์ (Digiter tablet and crosshair)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า CPU ซึ่งถือว่าเป็นสมองของระบบคอมพิวเตอร์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณ
- หน่วยควบคุม (Control Unit หรือ CU) ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการทำงานของหน่วยรับข้อมูล หน่วยแสดงผล หน่วยคำนวณและหน่วยตรรก หน่วยความจำและแปลคำสั่ง
- หน่วยคำนวณและตรรก (Arithmetic and Logic Unit หรือ ALU) ทำหน้าที่ในการคำนวณหาตัวเลข เช่น การบวก ลบ การเปรียบเทียบ
- หน่วยความจำ เป็นอุปกรณ์ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล
3. หน่วยความจำภายใน (Primary Storage Section หรือ Memory) เป็นหน่วยความจำที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้โดยตรง มี 2 ประเภท
3.1 หน่วยความจำภายใน
- หน่วยความจำแบบแรม (Random Access Memory หรือ Ram) เป็นหน่วยความจำชั่วคราว ที่ใช้สำหรับเก็บโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ขณะนั้น มีความจุของหน่วยเก็บข้อมูลไม่เกิน 640 KB คือผู้ใช้สามารถเขียนหรือลบไปได้ตลอดเวลา ถ้าหากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไฟฟ้าดับ จะมีผลทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้สูญหายไปหมด และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้
- หน่วยความจำแบบรอม (Read Only Memory หรือ Rom) เป็นหน่วยความจำถาวร ที่สามารถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องหรือไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่เก็บไว้จะยังคงอยู่
3.2 หน่วยความจำสำรอง ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก แผ่นดิสก์ (Diskett) CD-ROM
แผ่นดิสก์หรือสเกต เป็นจานแม่เหล็กขนาดเล็ก ชนิดอ่อน จัดเก็บข้อมูลโดยใช้อำนาจแม่เหล็ก การใช้งานจะต้องมี Disk Drive เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการขับเคลื่อนแผ่นดิสก์ โดยแบ่งตำแหน่งพื้นผิวออกเป็น แทร็คและเซ็คเตอร์ แบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ
- แผ่นดิสก์ขนาด 8 นิ้ว ปัจจุบันไม่นิยมใช้
- แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามรถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 360 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.2 MB
- แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 720 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.44 MB นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
4. หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือใช้เก็บผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ภายหลัง ได้แก่ จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ส่งออกมากที่สุด เครื่องพิมพ์ (Printer)
-ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้
การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทำงานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทำบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะอยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ - บุคลากร(people ware) หมายถึง บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งาน สั่งงานเพื่อ ให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้
-ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน
-นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) คือ ผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และทำการวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงาน เพื่อให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู้ที่เขียนโปรแกรมให้กับระบบงาน
-โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือ ผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียนตาม แผนผังที่นักวิเคราะห์ ระบบได้เขียนไว้
-ผู้ใช้ (User) คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรม ที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการเนื่องจากเป็นผู้กำหนดโปรแกรมและใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงเป็น ตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากคำสั่งและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ได้รับจากการ กำหนดของมนุษย์ (Peopleware) ทั้งสิ้น
-ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของสถานที่ ฯลฯ โดยอยู่ในรูปแบบที่ เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผล ซึ่งข้อมูลอาจจะ ได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชือนักเรียน เพศ อายุ เป็นต้น
-สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลแล้ว อาจใช้วิธีง่าย ๆ เช่น หาค่าเฉลี่ยหรือใช้เทคนิคขั้นสูง เช่น การวิจัยดำเนินงาน เป็นต้น เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพข้อมูลทั่วไปให้อยู่ในรูปแบบที่มี ความสัมพันธ์ หรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจหาคำตอบ ปัญหาต่าง ๆ ได้ สารสนเทศประกอบด้วยข้อมูลเอกสาร เสียง หรือรูปภาพต่าง ๆ แต่จัดเนื้อเรื่องให้อยู่ใน รูปที่มีความหมาย สารสนเทศไม่ใช่จำกัดเฉพาะเพียงตัวเลขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
-ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง ส่วนประกอบ โครงสร้าง รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงที่สนับสนุนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ หน้าที่ของฮาร์ดแวร์ก็คือ ทำงานตามคำสั่งควบคุมการทำงานต่างๆ ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
1. หน่วยรับข้อมูล (Input unit) เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ คือ แป้นพิมพ์ ( Keyboard ) และเมาส์ ( Mouse) นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รับเข้าอื่น ๆ อีก ได้แก่ สแกนเนอร์ ( Scanner), วีดีโอคาเมรา (Video Camera), ไมโครโฟน (Microphone), ทัชสกรีน (Touch screen), แทร็คบอล (Trackball), ดิจิตเซอร์ เทเบิ้ล แอนด์ ครอสแชร์ (Digiter tablet and crosshair)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า CPU ซึ่งถือว่าเป็นสมองของระบบคอมพิวเตอร์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณ
- หน่วยควบคุม (Control Unit หรือ CU) ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการทำงานของหน่วยรับข้อมูล หน่วยแสดงผล หน่วยคำนวณและหน่วยตรรก หน่วยความจำและแปลคำสั่ง
- หน่วยคำนวณและตรรก (Arithmetic and Logic Unit หรือ ALU) ทำหน้าที่ในการคำนวณหาตัวเลข เช่น การบวก ลบ การเปรียบเทียบ
- หน่วยความจำ เป็นอุปกรณ์ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล
3. หน่วยความจำภายใน (Primary Storage Section หรือ Memory) เป็นหน่วยความจำที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้โดยตรง มี 2 ประเภท
3.1 หน่วยความจำภายใน
- หน่วยความจำแบบแรม (Random Access Memory หรือ Ram) เป็นหน่วยความจำชั่วคราว ที่ใช้สำหรับเก็บโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ขณะนั้น มีความจุของหน่วยเก็บข้อมูลไม่เกิน 640 KB คือผู้ใช้สามารถเขียนหรือลบไปได้ตลอดเวลา ถ้าหากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไฟฟ้าดับ จะมีผลทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้สูญหายไปหมด และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้
- หน่วยความจำแบบรอม (Read Only Memory หรือ Rom) เป็นหน่วยความจำถาวร ที่สามารถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องหรือไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่เก็บไว้จะยังคงอยู่
3.2 หน่วยความจำสำรอง ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก แผ่นดิสก์ (Diskett) CD-ROM
แผ่นดิสก์หรือสเกต เป็นจานแม่เหล็กขนาดเล็ก ชนิดอ่อน จัดเก็บข้อมูลโดยใช้อำนาจแม่เหล็ก การใช้งานจะต้องมี Disk Drive เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการขับเคลื่อนแผ่นดิสก์ โดยแบ่งตำแหน่งพื้นผิวออกเป็น แทร็คและเซ็คเตอร์ แบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ
- แผ่นดิสก์ขนาด 8 นิ้ว ปัจจุบันไม่นิยมใช้
- แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามรถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 360 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.2 MB
- แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 720 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.44 MB นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
4. หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือใช้เก็บผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ภายหลัง ได้แก่ จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ส่งออกมากที่สุด เครื่องพิมพ์ (Printer)
-ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้
การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทำงานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทำบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะอยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ - บุคลากร(people ware) หมายถึง บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งาน สั่งงานเพื่อ ให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้
-ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน
-นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) คือ ผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และทำการวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงาน เพื่อให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู้ที่เขียนโปรแกรมให้กับระบบงาน
-โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือ ผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียนตาม แผนผังที่นักวิเคราะห์ ระบบได้เขียนไว้
-ผู้ใช้ (User) คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรม ที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการเนื่องจากเป็นผู้กำหนดโปรแกรมและใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงเป็น ตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากคำสั่งและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ได้รับจากการ กำหนดของมนุษย์ (Peopleware) ทั้งสิ้น
-ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของสถานที่ ฯลฯ โดยอยู่ในรูปแบบที่ เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผล ซึ่งข้อมูลอาจจะ ได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชือนักเรียน เพศ อายุ เป็นต้น
-สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลแล้ว อาจใช้วิธีง่าย ๆ เช่น หาค่าเฉลี่ยหรือใช้เทคนิคขั้นสูง เช่น การวิจัยดำเนินงาน เป็นต้น เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพข้อมูลทั่วไปให้อยู่ในรูปแบบที่มี ความสัมพันธ์ หรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจหาคำตอบ ปัญหาต่าง ๆ ได้ สารสนเทศประกอบด้วยข้อมูลเอกสาร เสียง หรือรูปภาพต่าง ๆ แต่จัดเนื้อเรื่องให้อยู่ใน รูปที่มีความหมาย สารสนเทศไม่ใช่จำกัดเฉพาะเพียงตัวเลขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ข้อ2
เลือกทำธุรกิจหอพัก
นำระบบ EZ Apartment Manager เป็นโปรแกรมบริหารจัดการหอพัก อพาร์ทเม้นท์ ห้องเช่า แบบรายเดือน ที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติครบครัน และตอบสนองทุกความต้องการของเจ้าของหอพักในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารห้องพักแบบ dashboard ยกตัวอย่างเช่น
1) การบันทึกข้อมูลผู้เช่า การจัดทำใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน
2)การพิมพ์สัญญาเช่า
3)การป้อนข้อมูลค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าเช่าอื่นๆ รวมไปถึงการจัดทำรายงานรายรับและอื่นๆอีกมากมาย
4) ระบบจัดการผู้พักอาศัย ในหอพัก
5) ระบบค่าใช้จ่าย ได้แก่
- ค่าห้องพัก
- ค่าไฟฟ้า - น้ำ
- ค่าโทรศัพท์
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่สามารถ ระบุรายละเอียดได้เอง
6) ระบบการจัดการเรื่องห้องพัก ในเรื่องรายละเอียดค่าเสียหายต่าง ๆ ได้
7) สามารถตั้งระบบการคิดเงินได้หลาย ๆ รูปแบบ เป็นต้น
และ EZ Apartment Manager เป็นโปรแกรมแบบ web-based เจ้าของหอพักจึงสามารถใช้งานระบบหรือดูสถานะห้องเช่าได้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจากทุกสถานที่ ทุกเวลา โดยสามารถค้นหาบันทึกข้อมูลลงฐานข้อมูลอย่างรวดเร็วและง่ายดาย พร้อมระบบความปลอดภัยรหัสผ่านทุกขั้นตอน
ฮาร์ดแวร์จะเลือกใช้เครื่องที่สามารถทำงานในสำนักงาน มีการจัดการธุรกิจขณะอยู่นอกสำนักงาน และต้องมั่นใจว่าพนักงานทุกคนมีอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมสำหรับทำงานของตน ไม่ว่าจะอยู่สถานที่ใดก็ตาม คอมพิวเตอร์และระบบเทคโนโลยีที่จัดหามาจะเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของธุรกิจของเรา การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในงานด้านธุรกิจประกอบด้วย
1.การจัดทำงานเอกสาร
2.การสื่อสารด้วยข้อมูลและเสียง
3.การควบคุมการเงินและการวางแผนธุรกิจ
4.การบัญชี การนำเสนอด้านการขายและการตลาด
5.การเก็บถาวร การจัดเก็บ และการกู้คืนข้อมูลบันทึกของลูกค้าและข้อมูลทางธุรกิจ
6.การค้นคว้าข้อมูลในเว็บ
7.โปรแกรมอีคอมเมิร์ซต่างๆ สำหรับการสั่งซื้อและการชำระเงินแบบออนไลน์
8.การตลาดแบบออนไลน์
คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่สำหรับผู้ที่ทำงานนอกสำนักงาน Tablet PC และลูกค้าที่เข้ามาพัก
โน้ตบุ๊คและ Tablet PC ช่วยให้เกิดมีความคล่องตัวและมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม คอมพิวเตอร์ทั้งสองชนิดนี้มีคุณสมบัติหลากหลายรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อให้ เหมาะกับการใช้งานด้านธุรกิจ
โน้ตบุ๊ค (หรือคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป) คือเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมีประสิทธิภาพสูงที่สามารถนำไปในที่ต่างๆ ได้ มีจอภาพสีขนาดใหญ่ถึง 17 นิ้วที่มีความละเอียดสูง แป้นพิมพ์ และเมาส์แพ็ดรวมอยู่ในเครื่องเดียวกัน สามารถเลือกใช้คุณสมบัติหรือประสิทธิภาพต่างๆ เช่น ประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ ขนาดจอภาพ ความจุของฮาร์ดดิสก์ ขนาด RAM การ์ดจอ การ์ดเสียง และไดรฟ์อ่านและบันทึก DVD/CD นอกจากนี้ ยังมีโมเด็มในตัวสำหรับการเชื่อมต่อแบบออนไลน์
โน้ตบุ๊คมีความคล่องตัวที่ทำให้คุณสามารถทำงานได้จากทุกที่ คุณสามารถทำงานได้ในขณะเดินทาง และขณะที่อยู่ในที่ต่างๆ ทั้งบริการด้านอีเมล และการค้นหาเว็บ เข้าใช้ฐานข้อมูลของสำนักงานและฐานข้อมูลธุรกิจ รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ทุกประเภท เช่น การจัดซื้อ สินค้าคงคลัง และการบัญชี สามารถดาวน์โหลดและอัปโหลดข้อมูลได้โดยง่ายและสามารถทำงานได้จากทุกที่
Tablet PC จะปฏิวัติสิ่งที่คุณทำและวิธีการทำงาน สามารถทำงานในที่ใหม่ๆ และด้วยวิธีการที่ใหม่โดยสิ้นเชิง ด้วยขนาดตัวเครื่องเท่าสมุดจดบันทึก Tablet PC สามารถเปลี่ยนข้อความที่เขียนด้วยลายมือให้กลายเป็นตัวพิมพ์ หรือเก็บบันทึกข้อความนั้นในรูปลายมือสำหรับเรียกกลับมาใช้ได้ทันที ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาและมีแป้นพิมพ์ทั้งชนิดอยู่ในตัวเครื่องหรือชนิดถอด ประกอบได้ เป็นเครื่องที่ใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงทั่วไป (เครื่องพิมพ์ ไดรฟ์ CD จอภาพ) มีคุณสมบัติต่างๆ ที่ผู้ใช้นอกสำนักงานต้องการอย่างครบถ้วน เช่น จอภาพที่มีความละเอียดสูง คุณสมบัติด้านเน็ตเวิร์กและสนับสนุนอุปกรณ์ต่อพ่วงอย่างสมบูรณ์
สำหรับลูกค้าจะติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตแบบHotspot ระบบ Wi-Fi และแบบใช้สาย ระบบ LAN ทั้งภายในและภายนอกอาคารรับติดตั้งทุกสถานที่ของหอพักและขนาดใหญ่
นำระบบ EZ Apartment Manager เป็นโปรแกรมบริหารจัดการหอพัก อพาร์ทเม้นท์ ห้องเช่า แบบรายเดือน ที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติครบครัน และตอบสนองทุกความต้องการของเจ้าของหอพักในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารห้องพักแบบ dashboard ยกตัวอย่างเช่น
1) การบันทึกข้อมูลผู้เช่า การจัดทำใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน
2)การพิมพ์สัญญาเช่า
3)การป้อนข้อมูลค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าเช่าอื่นๆ รวมไปถึงการจัดทำรายงานรายรับและอื่นๆอีกมากมาย
4) ระบบจัดการผู้พักอาศัย ในหอพัก
5) ระบบค่าใช้จ่าย ได้แก่
- ค่าห้องพัก
- ค่าไฟฟ้า - น้ำ
- ค่าโทรศัพท์
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่สามารถ ระบุรายละเอียดได้เอง
6) ระบบการจัดการเรื่องห้องพัก ในเรื่องรายละเอียดค่าเสียหายต่าง ๆ ได้
7) สามารถตั้งระบบการคิดเงินได้หลาย ๆ รูปแบบ เป็นต้น
และ EZ Apartment Manager เป็นโปรแกรมแบบ web-based เจ้าของหอพักจึงสามารถใช้งานระบบหรือดูสถานะห้องเช่าได้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจากทุกสถานที่ ทุกเวลา โดยสามารถค้นหาบันทึกข้อมูลลงฐานข้อมูลอย่างรวดเร็วและง่ายดาย พร้อมระบบความปลอดภัยรหัสผ่านทุกขั้นตอน
ฮาร์ดแวร์จะเลือกใช้เครื่องที่สามารถทำงานในสำนักงาน มีการจัดการธุรกิจขณะอยู่นอกสำนักงาน และต้องมั่นใจว่าพนักงานทุกคนมีอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมสำหรับทำงานของตน ไม่ว่าจะอยู่สถานที่ใดก็ตาม คอมพิวเตอร์และระบบเทคโนโลยีที่จัดหามาจะเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของธุรกิจของเรา การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในงานด้านธุรกิจประกอบด้วย
1.การจัดทำงานเอกสาร
2.การสื่อสารด้วยข้อมูลและเสียง
3.การควบคุมการเงินและการวางแผนธุรกิจ
4.การบัญชี การนำเสนอด้านการขายและการตลาด
5.การเก็บถาวร การจัดเก็บ และการกู้คืนข้อมูลบันทึกของลูกค้าและข้อมูลทางธุรกิจ
6.การค้นคว้าข้อมูลในเว็บ
7.โปรแกรมอีคอมเมิร์ซต่างๆ สำหรับการสั่งซื้อและการชำระเงินแบบออนไลน์
8.การตลาดแบบออนไลน์
คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่สำหรับผู้ที่ทำงานนอกสำนักงาน Tablet PC และลูกค้าที่เข้ามาพัก
โน้ตบุ๊คและ Tablet PC ช่วยให้เกิดมีความคล่องตัวและมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม คอมพิวเตอร์ทั้งสองชนิดนี้มีคุณสมบัติหลากหลายรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อให้ เหมาะกับการใช้งานด้านธุรกิจ
โน้ตบุ๊ค (หรือคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป) คือเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมีประสิทธิภาพสูงที่สามารถนำไปในที่ต่างๆ ได้ มีจอภาพสีขนาดใหญ่ถึง 17 นิ้วที่มีความละเอียดสูง แป้นพิมพ์ และเมาส์แพ็ดรวมอยู่ในเครื่องเดียวกัน สามารถเลือกใช้คุณสมบัติหรือประสิทธิภาพต่างๆ เช่น ประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ ขนาดจอภาพ ความจุของฮาร์ดดิสก์ ขนาด RAM การ์ดจอ การ์ดเสียง และไดรฟ์อ่านและบันทึก DVD/CD นอกจากนี้ ยังมีโมเด็มในตัวสำหรับการเชื่อมต่อแบบออนไลน์
โน้ตบุ๊คมีความคล่องตัวที่ทำให้คุณสามารถทำงานได้จากทุกที่ คุณสามารถทำงานได้ในขณะเดินทาง และขณะที่อยู่ในที่ต่างๆ ทั้งบริการด้านอีเมล และการค้นหาเว็บ เข้าใช้ฐานข้อมูลของสำนักงานและฐานข้อมูลธุรกิจ รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ทุกประเภท เช่น การจัดซื้อ สินค้าคงคลัง และการบัญชี สามารถดาวน์โหลดและอัปโหลดข้อมูลได้โดยง่ายและสามารถทำงานได้จากทุกที่
Tablet PC จะปฏิวัติสิ่งที่คุณทำและวิธีการทำงาน สามารถทำงานในที่ใหม่ๆ และด้วยวิธีการที่ใหม่โดยสิ้นเชิง ด้วยขนาดตัวเครื่องเท่าสมุดจดบันทึก Tablet PC สามารถเปลี่ยนข้อความที่เขียนด้วยลายมือให้กลายเป็นตัวพิมพ์ หรือเก็บบันทึกข้อความนั้นในรูปลายมือสำหรับเรียกกลับมาใช้ได้ทันที ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาและมีแป้นพิมพ์ทั้งชนิดอยู่ในตัวเครื่องหรือชนิดถอด ประกอบได้ เป็นเครื่องที่ใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงทั่วไป (เครื่องพิมพ์ ไดรฟ์ CD จอภาพ) มีคุณสมบัติต่างๆ ที่ผู้ใช้นอกสำนักงานต้องการอย่างครบถ้วน เช่น จอภาพที่มีความละเอียดสูง คุณสมบัติด้านเน็ตเวิร์กและสนับสนุนอุปกรณ์ต่อพ่วงอย่างสมบูรณ์
สำหรับลูกค้าจะติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตแบบHotspot ระบบ Wi-Fi และแบบใช้สาย ระบบ LAN ทั้งภายในและภายนอกอาคารรับติดตั้งทุกสถานที่ของหอพักและขนาดใหญ่
ข้อ3
สถิติผู้สูงอายุในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2538 – 2553 ( ข้อมูลจากตาราง )
สถิติผู้สูงอายุในประเทศไทย จำนวนและร้อยละของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538-2553
สถิติผู้สูงอายุในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2538 – 2553 ( กราฟข้อมูล )
จำแนกตามกลุ่มอายุและเพศ และอัตราส่วนเพศทั่วราชอาณาจักร
สรุป สถิติผู้สูงอายุในประเทศไทยจำนวนและร้อยละของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538-2553 จำแนกตามเพศทั่วราชอาณาจักร
1)กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 ประชากรผู้สูงอายุเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด กดดูข้อมูลที่รูปภาพ
สถิติผู้สูงอายุในประเทศไทย จำนวนและร้อยละของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538-2553
สถิติผู้สูงอายุในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2538 – 2553 ( กราฟข้อมูล )
จำแนกตามกลุ่มอายุและเพศ และอัตราส่วนเพศทั่วราชอาณาจักร
สรุป สถิติผู้สูงอายุในประเทศไทยจำนวนและร้อยละของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538-2553 จำแนกตามเพศทั่วราชอาณาจักร
1)กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 ประชากรผู้สูงอายุเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด กดดูข้อมูลที่รูปภาพ
กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 ประชากรผู้สูงอายุเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด จากกราฟเส้นสีแดง แทนจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งจะพบว่าประชากรในประเทศไทยมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น และเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุ เส้นกราฟสีน้ำเงิน ก็พบว่าจำนวนผู้สูงอายุก็มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในทุกๆปีเช่นกัน
2)กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 โดยจำแนกตามอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และจำแนกตามเพศ กดดูข้อมูลที่รูปภาพ
2)กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 โดยจำแนกตามอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และจำแนกตามเพศ กดดูข้อมูลที่รูปภาพ
กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 โดยจำแนกตามอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และจำแนกตามเพศ จากกราฟแท่งสีเขียวแทนจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด กราฟเส้นสีฟ้า แทนจำนวนผู้สูงอายุเพศหญิง และกราฟเส้นสีแดง แทนจำนวนผู้สูงอายุเพศชาย ซึ่งพบว่าจำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงจะมี สัดส่วนที่มากกว่าผู้สูงอายุเพศชายในทุกๆปี กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 โดยจำแนกตามอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และจำแนกตามเพศ จากกราฟแท่งสีเขียวแทนจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด กราฟเส้นสีฟ้า แทนจำนวนผู้สูงอายุเพศหญิง และกราฟเส้นสีแดง แทนจำนวนผู้สูงอายุเพศชายโดยพบว่าจำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงจะมี สัดส่วนที่มากกว่าผู้สูงอายุเพศชายในทุก ๆ ปี ดังนี้
ในปี 2538 จำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงมีมากกว่าเพศชายถึง 360,000 คน
ในปี 2543 จำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงมีมากกว่าเพศชายถึง 459,000 คน
ในปี 2548 จำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงมีมากกว่าเพศชายถึง 573,000 คน
ในปี 2553 จำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงมีมากกว่าเพศชายถึง 685,000 คน
3)กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 โดยจำแนกตามกลุ่มอายุช่วง 60 ปีขึ้นไป จำแนกตามเพศ ( คิดเป็นร้อยละ )
3.1กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 โดยจำแนกตามกลุ่มอายุช่วง 60 ปีขึ้นไป จำแนกตามเพศชาย (คิดเป็นร้อยละ) กดดูข้อมูลที่รูปภาพ
ในปี 2538 จำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงมีมากกว่าเพศชายถึง 360,000 คน
ในปี 2543 จำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงมีมากกว่าเพศชายถึง 459,000 คน
ในปี 2548 จำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงมีมากกว่าเพศชายถึง 573,000 คน
ในปี 2553 จำนวนผู้สูงอายุเพศหญิงมีมากกว่าเพศชายถึง 685,000 คน
3)กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 โดยจำแนกตามกลุ่มอายุช่วง 60 ปีขึ้นไป จำแนกตามเพศ ( คิดเป็นร้อยละ )
3.1กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 โดยจำแนกตามกลุ่มอายุช่วง 60 ปีขึ้นไป จำแนกตามเพศชาย (คิดเป็นร้อยละ) กดดูข้อมูลที่รูปภาพ
3.2กราฟข้อมูลผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2538 – 2553 โดยจำแนกตามกลุ่มอายุช่วง 60 ปีขึ้นไป จำแนกตามเพศหญิง ( คิดเป็นร้อยละ ) กดดูข้อมูลที่รูปภาพ
บทที่ 3 วันที่ 20 ม.ค.56
1.ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิคส์แบ่งได้ กี่วิธี อะไรบ้าง
ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิคส์ แบ่งได้ 3วิธี ดังนี้
1. ขั้นเตรียมข้อมูล
เป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อให้สะดวกต่อการประมวลผล ซึ่งมี 4 วิธี
1.1 การลงรหัส
1.2 การตรวจสอบ
1.3 การจำแนก
1.4 การบันทึกข้อมูลลงสื่อ
2. ขั้นตอนการประมวลผล
คือ เป็นการนำเอาโปรแกรมที่เขียนขึ้น มาใช้เพื่อประมวลผลข้อมูลที่ได้เตรียมไว้และข้อมูลยังคงเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นวิธีการผลิตสารสนเทศต่างๆ เช่น
2.1 การคำนวณ
2.2 การเรียงลำดับข้อมูล
2.3 การสรุป
2.4 การเปรียบเทียบ
3. ขั้นตอนการแสดงผลลัพธ์
เป็นขั้นตอนการเผยแพร่สารสนเทศให้กับผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆ อาจอยู่ในรูปแบบเอกสาร รายงาน การนำเสนอบนจอภาพ โดยการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
2. จงเรียงลำดับโครงสร้างข้อมูลจากขนาดเล็กไปใหญ่พร้อมอธิบายความหมายของโครงสร้างข้อมูลแต่ละแบบ
2.1 บิต(Bit) หน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล เลขฐาน 2 คือ 0,1
2.2 ไบต์(Byte) การนำบิตมารวมกัน เรียกว่า ตัวอักขระ,ตัวอักษร เป็นการนำบิตหลาย ๆ บิตมาเรียงต่อรวมกันเพื่อกำหนดค่าได้มากขึ้น เช่น 3 บิต มาต่อเรียงกันจะทำให้เกิดสถานะที่ต่างกันคือ 000,001,010,100,011,010, และ 111 ก็จะได้เป็น 8 สถานะ เมื่อนำบิตมาเรียงต่อรวมกันเป็น 8 บิต เรียกว่าไบต์ มี 256 สถานะ และกำหนดเป็นโครงสร้างข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุดที่ใช้งานได้ มีค่าตั้งแต่ 0 – 255 (00000000 – 11111111)
2.3 ฟิ ลด์(Field) การนำไบต์หลาย ๆ ไปมารวมกัน เรียกว่า เขตข้อมูล 2.4 เรคอร์ด(Record) การนำฟิลด์หลาย ๆ ฟิลด์มารวมกัน เรียกว่าระเบียน
2.5 ไฟล์(File) การเรคอร์ดหลาย ๆ เรคอร์ดมารวมกัน เรียกว่าแฟ้มข้อมูล
2.6 ฐานข้อมูล(Database) การนำไฟล์หลาย ๆ ไฟล์มารวมกัน เรียกว่า ฐานข้อมูล
3. หากนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในหน่วยงานที่นักศึกษาทำงานอยู่สามารถมีแฟ้มข้อมูลใดบ้างและระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร
แฟ้มการแยก work order ในการซ่อมเครื่องจักรชนิดต่าง ๆ ที่ต่างกันออกไป มีประโยชน์เพื่อสะดวกในการค้นหา และติดตามสถานะของ work order นั้น ๆ ว่าจัดอยู่ในประเภทใด และ สถานะการทำงานนั้นมีการสั่งทำงานไปถึงไหนแล้ว และมีกำหนดในการปิด work order นั้น ๆ เมื่อใด เพื้อสะดวกในการจัดเก็บข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ
4. จงอธิบายความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูล แบบแบชและแบบเรียลไทม์
การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Processing) รวบรวมข้อมูล และแบ่งแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่ม ๆ แล้วจึงส่งเครื่องคอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลครั้งเดียวจะไม่มีการโต้ตอบกันระหว่างผูใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น ระบบลงทะเบียนของนักเรียน
4.1 นักเรียนทุกคนทำการกรอกแบบฟอร์มการลงทะเบียน
4.2 ฝ่ายทะเบียน ทำการรวบรวมการลงทะเบียน
4.3 ป้อนข้อมูลจากใบลงทะเบียนทั้งหมด เก็บไว้ในแผ่นดิสเก็ต
4.4 ทำการประมวลผลข้อมูลโดยใช้แผ่นดิสเก็ต
4.5 จัดทำรายงานต่าง ๆ เพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วิธีการประมวลผลแบบเวลาจริง ( Real Time Processing )
การประมวลผลที่เมื่อทำการส่งข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์ แล้วจะได้ผลลัพธ์ออกมาทันทีแสดงผลข้อมูลทันทีทันใด โดยแสดงผลทาง Output เช่น การใช้บริการบัตรเครดิตตามห้างร้านต่าง ๆ
ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิคส์ แบ่งได้ 3วิธี ดังนี้
1. ขั้นเตรียมข้อมูล
เป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อให้สะดวกต่อการประมวลผล ซึ่งมี 4 วิธี
1.1 การลงรหัส
1.2 การตรวจสอบ
1.3 การจำแนก
1.4 การบันทึกข้อมูลลงสื่อ
2. ขั้นตอนการประมวลผล
คือ เป็นการนำเอาโปรแกรมที่เขียนขึ้น มาใช้เพื่อประมวลผลข้อมูลที่ได้เตรียมไว้และข้อมูลยังคงเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นวิธีการผลิตสารสนเทศต่างๆ เช่น
2.1 การคำนวณ
2.2 การเรียงลำดับข้อมูล
2.3 การสรุป
2.4 การเปรียบเทียบ
3. ขั้นตอนการแสดงผลลัพธ์
เป็นขั้นตอนการเผยแพร่สารสนเทศให้กับผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆ อาจอยู่ในรูปแบบเอกสาร รายงาน การนำเสนอบนจอภาพ โดยการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
2. จงเรียงลำดับโครงสร้างข้อมูลจากขนาดเล็กไปใหญ่พร้อมอธิบายความหมายของโครงสร้างข้อมูลแต่ละแบบ
2.1 บิต(Bit) หน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล เลขฐาน 2 คือ 0,1
2.2 ไบต์(Byte) การนำบิตมารวมกัน เรียกว่า ตัวอักขระ,ตัวอักษร เป็นการนำบิตหลาย ๆ บิตมาเรียงต่อรวมกันเพื่อกำหนดค่าได้มากขึ้น เช่น 3 บิต มาต่อเรียงกันจะทำให้เกิดสถานะที่ต่างกันคือ 000,001,010,100,011,010, และ 111 ก็จะได้เป็น 8 สถานะ เมื่อนำบิตมาเรียงต่อรวมกันเป็น 8 บิต เรียกว่าไบต์ มี 256 สถานะ และกำหนดเป็นโครงสร้างข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุดที่ใช้งานได้ มีค่าตั้งแต่ 0 – 255 (00000000 – 11111111)
2.3 ฟิ ลด์(Field) การนำไบต์หลาย ๆ ไปมารวมกัน เรียกว่า เขตข้อมูล 2.4 เรคอร์ด(Record) การนำฟิลด์หลาย ๆ ฟิลด์มารวมกัน เรียกว่าระเบียน
2.5 ไฟล์(File) การเรคอร์ดหลาย ๆ เรคอร์ดมารวมกัน เรียกว่าแฟ้มข้อมูล
2.6 ฐานข้อมูล(Database) การนำไฟล์หลาย ๆ ไฟล์มารวมกัน เรียกว่า ฐานข้อมูล
3. หากนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในหน่วยงานที่นักศึกษาทำงานอยู่สามารถมีแฟ้มข้อมูลใดบ้างและระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร
แฟ้มการแยก work order ในการซ่อมเครื่องจักรชนิดต่าง ๆ ที่ต่างกันออกไป มีประโยชน์เพื่อสะดวกในการค้นหา และติดตามสถานะของ work order นั้น ๆ ว่าจัดอยู่ในประเภทใด และ สถานะการทำงานนั้นมีการสั่งทำงานไปถึงไหนแล้ว และมีกำหนดในการปิด work order นั้น ๆ เมื่อใด เพื้อสะดวกในการจัดเก็บข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ
4. จงอธิบายความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูล แบบแบชและแบบเรียลไทม์
การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Processing) รวบรวมข้อมูล และแบ่งแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่ม ๆ แล้วจึงส่งเครื่องคอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลครั้งเดียวจะไม่มีการโต้ตอบกันระหว่างผูใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น ระบบลงทะเบียนของนักเรียน
4.1 นักเรียนทุกคนทำการกรอกแบบฟอร์มการลงทะเบียน
4.2 ฝ่ายทะเบียน ทำการรวบรวมการลงทะเบียน
4.3 ป้อนข้อมูลจากใบลงทะเบียนทั้งหมด เก็บไว้ในแผ่นดิสเก็ต
4.4 ทำการประมวลผลข้อมูลโดยใช้แผ่นดิสเก็ต
4.5 จัดทำรายงานต่าง ๆ เพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วิธีการประมวลผลแบบเวลาจริง ( Real Time Processing )
การประมวลผลที่เมื่อทำการส่งข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์ แล้วจะได้ผลลัพธ์ออกมาทันทีแสดงผลข้อมูลทันทีทันใด โดยแสดงผลทาง Output เช่น การใช้บริการบัตรเครดิตตามห้างร้านต่าง ๆ
บทที่ 4 วันที่ 27 ม.ค.56
1.สื่อกลางประเภทมีสายแต่ละประเภท มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง จงเปรียบเทียบ
ตอบ ได้แก่ 1. สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)
2.สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair)
3.สายโคแอคเชียล (Coaxial)
4.ใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)
สื่อกลางประเภทมีสาย
ข้อดี
1.ป้องกันสัญญาณรบกวน
2.มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล 10/100Mbps
3.มีฉนวนด้านนอกหนา
4.ใช้งานในการเชื่อมต่อระยะทางใกล้ๆ
ข้อเสีย
1.ไม่สามารถใช้รับ-ส่งสัญญาณได้เกิน 185 เมตร
2.มีความเร็วในการส่งข้อมูลต่ำ
ตอบ ได้แก่ 1. สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)
2.สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair)
3.สายโคแอคเชียล (Coaxial)
4.ใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)
สื่อกลางประเภทมีสาย
ข้อดี
1.ป้องกันสัญญาณรบกวน
2.มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล 10/100Mbps
3.มีฉนวนด้านนอกหนา
4.ใช้งานในการเชื่อมต่อระยะทางใกล้ๆ
ข้อเสีย
1.ไม่สามารถใช้รับ-ส่งสัญญาณได้เกิน 185 เมตร
2.มีความเร็วในการส่งข้อมูลต่ำ
2.การนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร มีประโยชน์อย่างไร
ตอบ ประโยชน์ของการใช้ระบบเครือข่าย
ระบบเครือข่ายมีประโยชน์หลายอย่าง แต่มี 4 อย่างหลักๆ คือ
1) การใช้งานพร้อมกัน หมายถึง ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คนใช้โปรแกรมและข้อมูลต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน
ในระบบธุรกิจ งานบางอย่างต้องให้พนักงานหลายๆ คนใช้ข้อมูลได้พร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น รายงานสรุปยอดขายของบริษัทประจำไตรมาส ซึ่งจะต้องถูกเรียกดูและแก้ไขจากผู้จัดการหลายๆ คน ถ้าในระบบธุรกิจนั้นไม่มีระบบเครือข่ายแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะต้องแยกเก็บข้อมูลไว้ใช้ ดังนั้นถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง ข้อมูลที่เครื่องอื่นๆ จะไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เพราะฉะนั้นข้อมูลแต่ละเครื่องจะไม่สอดคล้องกัน
ระบบธุรกิจจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้โดยการเก็บข้อมูลที่อนุญาตให้ผู้ใช้มากกว่าหนึ่งคนเข้าถึงข้อมูลได้ไว้ที่เน็ตเวิร์กเซิร์ฟเวอร์ (Network Server) ซึ่งเครื่องกลางนี้ต้องมีหน่วยความจำสำรองขนาดใหญ่และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่ผู้ใช้สามารถใช้ร่วมกันได้
ถ้าพนักงานส่วนมากมีการใช้งานโปรแกรมเดียวกัน ทำให้มีการใช้งานไฟล์ข้อมูลเดิมหลายๆ ครั้ง ในสภาพแวดล้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ไม่มีระบบเครือข่าย จะต้องมีการสำเนาและติดตั้งโปรแกรมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ซึ่งการติดตั้งโปรแกรมทีละเครื่องมีค่าใช้จ่ายมาจาก 2 อย่าง คือ ซอฟต์แวร์มีราคาแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องซื้อซอฟต์แวร์หลายชุด และการติดตั้งและกำหนดค่าต่างๆ ของโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องเสียเวลาและแรงงานมาก รวมถึงการบำรุงรักษาโปรแกรมแต่ละเครื่องจะมีค่าใช้จ่ายที่เติมขึ้น ซึ่งมีสองแนวทางแก้ไข คือ
(1) การซื้อโปรแกรมประยุกต์แบบไซต์ไลเซนต์ (Site Licenses)
การซื้อโปรแกรมประยุกต์แบบไซต์ไลเซนต์ (Site Licenses) หมายถึง การซื้อโปรแกรมประยุกต์เพียงสำเนาชุดเดียว (หรือ 2-3 ชุด) และเสียค่าใช้จ่ายไลเซนต์ในการทำสำเนาไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในไลเซนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีโปรแกรมอยู่ที่เครื่องและทำงานบนแต่ละเครื่องเหมือนกับการซื้อโปรแกรมสำหรับแต่ละเครื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า
(2) การซื้อโปรแกรมที่เป็นเวอร์ชั่นสำหรับเครือข่าย (Network Version)
การซื้อโปรแกรมที่เป็นเวอร์ชั่นสำหรับเครือข่าย เป็นการซื้อโปรแกรมที่เป็นเวอร์ชั่นสำหรับเครือข่ายเพียงชุดเดียวติดตั้งบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์เน็ตเวิร์ก เมื่อผู้ใช้ต้องการใช้โปรแกรม ผู้ใช้จะทำการโหลดโปรแกรมจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไปยังหน่วยความจำหลักบนเครื่องตนเอง และผู้ใช้จะใช้งานร่วมกันได้
2) การใช้อุปกรณ์รอบข้างร่วมกัน หมายถึง ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คน ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องสแกนเนอร์ เป็นต้น
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้บริษัททางธุรกิจมีการติดตั้งระบบเครือข่าย คือ อุปกรณ์บางชนิดมีราคาแพง เช่น เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ เป็นต้น ถึงแม้ในปัจจุบันเครื่องพิมพ์ทีราคากว่การติดตั้งระบบเครือข่าย แต่ถือว่ามีราคาสูงเกินไปถ้าต้องจัดเตรียมเครื่องพิมพ์ให้พนักงานทุกคน นอกจากค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องพิมพ์แต่ละเครื่องแล้ว ยังมีค่าบำรุงรักษาที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตาม แต่ถ้าใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกันในระบบเครือข่ายแล้ว ค่าใช้จ่ายจะถูกลงและการดูแลรักษาก็ง่ายขึ้น
3) การสื่อสารส่วนบุคคล หมายถึง ระบบเครือข่ายสามารถทำให้ผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น
แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสื่อสารที่เป็นที่นิยมก็คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail หรือ e-mail) เป็นระบบที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อความผ่านระบบเครือข่าย อีเมล์เหมือนกับเป็นการรวมการทำงานของระบบไปรษณีย์กับระบบตอบรับโทรศัพท์
การรับส่งอีเมล์ผ่านเครือข่ายในบริษัทต่างๆ ก็เหมือนกับการรับส่งอีเมล์ในระบบอินเทอร์เน็ต ปกติแล้วระบบเครือข่ายภายในบริษัทต่างๆ จะเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต ดังนั้นพนักงานภายในบริษัทสามารถส่งและรับข้อความจากระบบเครือข่ายหรือระบบอินเทอร์เน็ตก็ได้
นอกจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แล้วยังมีเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม คือ การประชุมทางไกล (teleconferencing) และการประชุมด้วยวิดีทัศน์ (videoconferencing)
การประชุมระยะไกล เป็นการประชุมเสมือนที่แต่ละผู้ประชุมที่อยู่คนละที่กัน สามารถที่จะโต้ตอบแสดงความคิดเห็นกัน โดยการพิมพ์ข้อความถึงกันโดยแต่ละข้อความ ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนสามารถอ่านได้ โปรแกรมการประชุมระยะไกลมีการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อมีการเพิ่มความสามารถในการใช้กระดาษโน้ตในการวาดไดอะแกรมหรือภาพต่างๆ ร่วมกัน
เทคโนโลยีระบบเครือข่ายส่งเสริมให้ซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะซอฟต์แวร์ประเภทนี้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นผ่านเครือข่ายหรือผ่านโมเด็ม และสามารถเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ยังใช้ในการส่งข้อความและเปลี่ยนไฟล์ และบางครั้งสามารถให้ผู้ใช้หลายคนทำงานบนเอกสารเดียวกันในเวลาเดียวกันได้
ถ้าผู้ใช้มีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น (เช่น กล้องวิดีโอ ไมโครโฟน และลำโพง) และซอฟต์แวร์ ผู้ใช้สามารถมองเห็นและพูดคุยกับคนอื่นที่เจอกันขณะออนไลน์ได้แทนที่จะเห็นเพียงข้อความอย่างเดียว หรือ การประชุมด้วยวิดีทัศน์
4) การสำรองข้อมูลที่ง่ายขึ้น หมายถึง ระบบเครือข่ายสามารถทำให้ผู้ใช้และผู้ดูแลระบบสำรองข้อมูลที่สำคัญได้ง่าย
ข้อมูลในระบบธุรกิจมีค่ามาก ดังนั้นพนักงานต้องทำการสำรองข้อมูลไว้ ทางหนึ่งที่แน่ใจว่าข้อมูลถูกสำรองไว้ก็คือเก็บข้อมูลไว้ที่หน่วยความจำสำรองที่ผู้ใช้สามารถติดต่อโดยผ่านระบบเครือข่ายได้ ปกติแล้วผู้จัดการระบบเครือข่ายจะทำหน้าที่ในการสำรองข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย ดังนั้นจึงต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะในการสำรองข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ของพนักงาน โดยไม่ต้องไปทำงานกับเครื่องแต่ละเครื่องที่ต้องการสำรองบข้อมูลแต่อย่างใด ด้วยวิธีนี้จึงไม่ต้องมีการสำเนาไฟล์พนักงานมาไว้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ก่อนทำการสำรองข้อมูล
ตอบ ประโยชน์ของการใช้ระบบเครือข่าย
ระบบเครือข่ายมีประโยชน์หลายอย่าง แต่มี 4 อย่างหลักๆ คือ
1) การใช้งานพร้อมกัน หมายถึง ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คนใช้โปรแกรมและข้อมูลต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน
ในระบบธุรกิจ งานบางอย่างต้องให้พนักงานหลายๆ คนใช้ข้อมูลได้พร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น รายงานสรุปยอดขายของบริษัทประจำไตรมาส ซึ่งจะต้องถูกเรียกดูและแก้ไขจากผู้จัดการหลายๆ คน ถ้าในระบบธุรกิจนั้นไม่มีระบบเครือข่ายแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะต้องแยกเก็บข้อมูลไว้ใช้ ดังนั้นถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง ข้อมูลที่เครื่องอื่นๆ จะไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เพราะฉะนั้นข้อมูลแต่ละเครื่องจะไม่สอดคล้องกัน
ระบบธุรกิจจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้โดยการเก็บข้อมูลที่อนุญาตให้ผู้ใช้มากกว่าหนึ่งคนเข้าถึงข้อมูลได้ไว้ที่เน็ตเวิร์กเซิร์ฟเวอร์ (Network Server) ซึ่งเครื่องกลางนี้ต้องมีหน่วยความจำสำรองขนาดใหญ่และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่ผู้ใช้สามารถใช้ร่วมกันได้
ถ้าพนักงานส่วนมากมีการใช้งานโปรแกรมเดียวกัน ทำให้มีการใช้งานไฟล์ข้อมูลเดิมหลายๆ ครั้ง ในสภาพแวดล้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ไม่มีระบบเครือข่าย จะต้องมีการสำเนาและติดตั้งโปรแกรมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ซึ่งการติดตั้งโปรแกรมทีละเครื่องมีค่าใช้จ่ายมาจาก 2 อย่าง คือ ซอฟต์แวร์มีราคาแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องซื้อซอฟต์แวร์หลายชุด และการติดตั้งและกำหนดค่าต่างๆ ของโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องเสียเวลาและแรงงานมาก รวมถึงการบำรุงรักษาโปรแกรมแต่ละเครื่องจะมีค่าใช้จ่ายที่เติมขึ้น ซึ่งมีสองแนวทางแก้ไข คือ
(1) การซื้อโปรแกรมประยุกต์แบบไซต์ไลเซนต์ (Site Licenses)
การซื้อโปรแกรมประยุกต์แบบไซต์ไลเซนต์ (Site Licenses) หมายถึง การซื้อโปรแกรมประยุกต์เพียงสำเนาชุดเดียว (หรือ 2-3 ชุด) และเสียค่าใช้จ่ายไลเซนต์ในการทำสำเนาไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในไลเซนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีโปรแกรมอยู่ที่เครื่องและทำงานบนแต่ละเครื่องเหมือนกับการซื้อโปรแกรมสำหรับแต่ละเครื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า
(2) การซื้อโปรแกรมที่เป็นเวอร์ชั่นสำหรับเครือข่าย (Network Version)
การซื้อโปรแกรมที่เป็นเวอร์ชั่นสำหรับเครือข่าย เป็นการซื้อโปรแกรมที่เป็นเวอร์ชั่นสำหรับเครือข่ายเพียงชุดเดียวติดตั้งบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์เน็ตเวิร์ก เมื่อผู้ใช้ต้องการใช้โปรแกรม ผู้ใช้จะทำการโหลดโปรแกรมจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไปยังหน่วยความจำหลักบนเครื่องตนเอง และผู้ใช้จะใช้งานร่วมกันได้
2) การใช้อุปกรณ์รอบข้างร่วมกัน หมายถึง ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คน ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องสแกนเนอร์ เป็นต้น
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้บริษัททางธุรกิจมีการติดตั้งระบบเครือข่าย คือ อุปกรณ์บางชนิดมีราคาแพง เช่น เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ เป็นต้น ถึงแม้ในปัจจุบันเครื่องพิมพ์ทีราคากว่การติดตั้งระบบเครือข่าย แต่ถือว่ามีราคาสูงเกินไปถ้าต้องจัดเตรียมเครื่องพิมพ์ให้พนักงานทุกคน นอกจากค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องพิมพ์แต่ละเครื่องแล้ว ยังมีค่าบำรุงรักษาที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตาม แต่ถ้าใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกันในระบบเครือข่ายแล้ว ค่าใช้จ่ายจะถูกลงและการดูแลรักษาก็ง่ายขึ้น
3) การสื่อสารส่วนบุคคล หมายถึง ระบบเครือข่ายสามารถทำให้ผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น
แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสื่อสารที่เป็นที่นิยมก็คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail หรือ e-mail) เป็นระบบที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อความผ่านระบบเครือข่าย อีเมล์เหมือนกับเป็นการรวมการทำงานของระบบไปรษณีย์กับระบบตอบรับโทรศัพท์
การรับส่งอีเมล์ผ่านเครือข่ายในบริษัทต่างๆ ก็เหมือนกับการรับส่งอีเมล์ในระบบอินเทอร์เน็ต ปกติแล้วระบบเครือข่ายภายในบริษัทต่างๆ จะเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต ดังนั้นพนักงานภายในบริษัทสามารถส่งและรับข้อความจากระบบเครือข่ายหรือระบบอินเทอร์เน็ตก็ได้
นอกจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แล้วยังมีเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม คือ การประชุมทางไกล (teleconferencing) และการประชุมด้วยวิดีทัศน์ (videoconferencing)
การประชุมระยะไกล เป็นการประชุมเสมือนที่แต่ละผู้ประชุมที่อยู่คนละที่กัน สามารถที่จะโต้ตอบแสดงความคิดเห็นกัน โดยการพิมพ์ข้อความถึงกันโดยแต่ละข้อความ ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนสามารถอ่านได้ โปรแกรมการประชุมระยะไกลมีการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อมีการเพิ่มความสามารถในการใช้กระดาษโน้ตในการวาดไดอะแกรมหรือภาพต่างๆ ร่วมกัน
เทคโนโลยีระบบเครือข่ายส่งเสริมให้ซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะซอฟต์แวร์ประเภทนี้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นผ่านเครือข่ายหรือผ่านโมเด็ม และสามารถเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ยังใช้ในการส่งข้อความและเปลี่ยนไฟล์ และบางครั้งสามารถให้ผู้ใช้หลายคนทำงานบนเอกสารเดียวกันในเวลาเดียวกันได้
ถ้าผู้ใช้มีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น (เช่น กล้องวิดีโอ ไมโครโฟน และลำโพง) และซอฟต์แวร์ ผู้ใช้สามารถมองเห็นและพูดคุยกับคนอื่นที่เจอกันขณะออนไลน์ได้แทนที่จะเห็นเพียงข้อความอย่างเดียว หรือ การประชุมด้วยวิดีทัศน์
4) การสำรองข้อมูลที่ง่ายขึ้น หมายถึง ระบบเครือข่ายสามารถทำให้ผู้ใช้และผู้ดูแลระบบสำรองข้อมูลที่สำคัญได้ง่าย
ข้อมูลในระบบธุรกิจมีค่ามาก ดังนั้นพนักงานต้องทำการสำรองข้อมูลไว้ ทางหนึ่งที่แน่ใจว่าข้อมูลถูกสำรองไว้ก็คือเก็บข้อมูลไว้ที่หน่วยความจำสำรองที่ผู้ใช้สามารถติดต่อโดยผ่านระบบเครือข่ายได้ ปกติแล้วผู้จัดการระบบเครือข่ายจะทำหน้าที่ในการสำรองข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย ดังนั้นจึงต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะในการสำรองข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ของพนักงาน โดยไม่ต้องไปทำงานกับเครื่องแต่ละเครื่องที่ต้องการสำรองบข้อมูลแต่อย่างใด ด้วยวิธีนี้จึงไม่ต้องมีการสำเนาไฟล์พนักงานมาไว้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ก่อนทำการสำรองข้อมูล
3.หากนาระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กรนักศึกษาจะเลือกรูปแบบของระบบเครือข่าย(LAN Topology) แบบใดเพราะอะไร
ตอบ จะเลือกใช้ระบบเครือข่าย(LAN Topology แบบโทโปโลยีแบบวงแหวน (RING)เพราะ
เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป
สาเหตุที่เลือกใช้คือ
1.ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่
2.การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูลที่ส่งออกไป
3.คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
ตอบ จะเลือกใช้ระบบเครือข่าย(LAN Topology แบบโทโปโลยีแบบวงแหวน (RING)เพราะ
เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป
สาเหตุที่เลือกใช้คือ
1.ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่
2.การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูลที่ส่งออกไป
3.คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
4.อินเทอร์เน็ตมีข้อดีต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไร
ข้อดีด้านการศึกษา
1.สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และอื่นๆ ที่น่าสนใจ
2.ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
3.นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น
ข้อดีด้านการศึกษา
1.สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และอื่นๆ ที่น่าสนใจ
2.ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
3.นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น
บทที่ 5 วันที่ 10 ก.พ. 56
1.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์คืออะไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computer Crime)
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง การกระทำผิดทางอาญาในระบบคอมพิวเตอร์ หรือการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อกระทำผิดทางอาญา เช่น ทำลาย เปลี่ยนแปลง หรือขโมยข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ระบบคอมพิวเตอร์ในที่นี้ หมายรวมถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อมกับระบบดังกล่าวด้วย
สำหรับอาชญากรรมในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (เช่น อินเทอร์เน็ต) อาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่ง คือ
อาชญากรรมไซเบอร์ (อังกฤษ: Cybercrime) อาชญากรที่ก่ออาชญากรรมประเภทนี้ มักถูกเรียกว่า แครกเกอร์
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คือ
1.การกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ อันทำให้เหยื่อได้รับ
ความเสียหาย และผู้กระทำได้รับผลประโยชน์ตอบแทน
2.การกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ
และในการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่เพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน
การประกอบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจของประเทศจำนวนมหาศาล อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ จึงจัดเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ อาชญากรรมทางธุรกิจรูปแบบ หนึ่งที่มีความสำคัญ
อาชญากรทางคอมพิวเตอร์
1. พวกเด็กหัดใหม่ (Novice)
2. พวกวิกลจริต (Deranged persons)
3. อาชญากรที่รวมกลุ่มกระทำผิด (Organized crime)
4. อาชญากรอาชีพ (Career)
5. พวกหัวพัฒนา มีความก้าวหน้า(Con artists)
6. พวกคลั่งลัทธิ(Dremer) / พวกช่างคิดช่างฝัน(Ideologues)
7. ผู้ที่มีความรู้และทักษะด้านคอมพิวเตอร์อย่างดี (Hacker/Cracker )
ยกตัวอย่างเช่น
Hacker หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ รักษาความปลอดภัยของ คอมพิวเตอร์ได้ แต่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์
Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหายรวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computer Crime)
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง การกระทำผิดทางอาญาในระบบคอมพิวเตอร์ หรือการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อกระทำผิดทางอาญา เช่น ทำลาย เปลี่ยนแปลง หรือขโมยข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ระบบคอมพิวเตอร์ในที่นี้ หมายรวมถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อมกับระบบดังกล่าวด้วย
สำหรับอาชญากรรมในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (เช่น อินเทอร์เน็ต) อาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่ง คือ
อาชญากรรมไซเบอร์ (อังกฤษ: Cybercrime) อาชญากรที่ก่ออาชญากรรมประเภทนี้ มักถูกเรียกว่า แครกเกอร์
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คือ
1.การกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ อันทำให้เหยื่อได้รับ
ความเสียหาย และผู้กระทำได้รับผลประโยชน์ตอบแทน
2.การกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ
และในการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่เพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน
การประกอบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจของประเทศจำนวนมหาศาล อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ จึงจัดเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ อาชญากรรมทางธุรกิจรูปแบบ หนึ่งที่มีความสำคัญ
อาชญากรทางคอมพิวเตอร์
1. พวกเด็กหัดใหม่ (Novice)
2. พวกวิกลจริต (Deranged persons)
3. อาชญากรที่รวมกลุ่มกระทำผิด (Organized crime)
4. อาชญากรอาชีพ (Career)
5. พวกหัวพัฒนา มีความก้าวหน้า(Con artists)
6. พวกคลั่งลัทธิ(Dremer) / พวกช่างคิดช่างฝัน(Ideologues)
7. ผู้ที่มีความรู้และทักษะด้านคอมพิวเตอร์อย่างดี (Hacker/Cracker )
ยกตัวอย่างเช่น
Hacker หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ รักษาความปลอดภัยของ คอมพิวเตอร์ได้ แต่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์
Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหายรวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์
2.อธิบายความหมายของ
2.1 Hacker หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ รักษาความปลอดภัยของ คอมพิวเตอร์ได้ แต่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์
2.2 Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหายรวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์
2.3 Spam (สแปม) คือ การส่งข้อความถึงผู้ที่ไม่ต้องการรับ ก่อให้เกิดความรำคาญ ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว และผิดกฎหมาย ลักษณะของแปม คือ ไม่ปรากฏชื่อผู้ส่ง (Anonymous) ส่งโดยไม่เลือกเจาะจง (Indiscriminate) และ ส่งได้ทั่วโลก (Global) การ SPAM มีทั้ง การสแปมเมล์ (Spam Mail) และ การสแปมบอร์ด (Spam Board)
2.4 ม้าโทรจัน หมายถึง โปรแกรมที่ออกแบบมาให้แฝงเข้าไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้อื่นในหลากหลายรูปแบบ เช่น โปรแกรม หรือ การ์ดอวยพร เป็นต้น เพื่อดักจับ ติดตาม หรือควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกคุกคาม โปรแกรมที่ถูกโหลดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อ ปฏิบัติการ "ล้วงความลับ" หรือ "ยึดเป็นฐานที่มั่นเพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น" “ม้าโทรจัน” จะไม่ทำอะไรกับคอมพิวเตอร์ เหมือนไวรัสอื่น ๆ ถ้าไม่มีคำสั่งใด ๆจากผู้ควบคุม
2.5 สปายแวร์ หมายถึง โปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเห็นเช่น โฆษณา ป็อปอัพ ที่คอยเด้งๆ เวลาเข้าเว็บหรืออยู่ดีๆ ก็แสดงมาซะงั้น หรือจะมาร้ายกว่าในลักษณะล้วงข้อมูลส่วนตัวเช่น ขโมยข้อมูล , รหัส เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้ว การที่มี Spy ware อยู่ในเครื่องนั้นพูดตรงๆ คือ ไม่มีข้อดีเลย…ทั้งยังจะสร้างปัญหาเข้ามาได้อีกหากปล่อยไว้นานๆ เพราะมันไม่ได้มีดีแค่ การแสดงโฆษณาเฉยๆ หรอกครับ เรามาดูวิธีแก้ไขหากติด สปายแวร์รวมถึงวิธีป้องกันกันดี
3.จงยกตัวอย่างกฎหมาย ICT หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มีอะไรบ้างจงอธิบายถึงการกระทำผิดและบทลงโทษมา 5 ตัวอย่าง
1.พฤติกรรม:ใช้ user name/password ของผู้อื่น Log in เข้าสู่ระบบ
ฐานความผิด:มาตรา 5 ปรับไม่เกิน 10,000.- จำคุกไม่เกิน 6 เดือน
ข้อแนะนำ:ไม่ใช้ user/password ของผู้อื่น และห้ามไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ password ของตน
2.พฤติกรรม:Forward email ที่มีข้อความ เนื้อหา หรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม เป็นเท็จ กระทบความมั่นคง หรือลามกก่อนาจาร
ฐานความผิด:มาตรา 14 ปรับไม่เกิน 100,000.- จำคุกไม่เกิน 5 ปี
ข้อแนะนำ:ไม่ forward email ที่ไม่เหมาะสม
3.พฤติกรรม:โพสข้อความตามกระทู้ต่างๆ ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม เป็นเท็จ กระทบความมั่นคง หรือลามกอนาจาร
ฐานความผิด:มาตรา 14 ปรับไม่เกิน 100,000.- จำคุกไม่เกิน 5 ปี
ข้อแนะนำ:ใช้วิจารณญาณในการแสดงความคิดเห็น และคำนึงถึงผลที่จะตามมา
4.พฤติกรรม:เผยแพร่ภาพตัดต่อให้ผู้อื่นได้รับความเสื่อมเสีย หรืออับอาย
ฐานความผิด: มาตรา 16 ปรับไม่เกิน 60,000.- จำคุกไม่เกิน 3 ปี
ความผิดสำหรับนักเจาะ
1.พวก ที่ชอบเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ที่เขาอุตส่าห์สร้างระบบป้องกันไว้แต่ถ้าเข้าเว็บสาธารณะ ก็ย่อมไม่มีความผิด โทษสำหรับพวกชอบเจาะ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
2.แต่ถ้าเจาะเข้าไปถึงข้อมูลที่เก็บรักษาไว้ด้วย โทษจะเพิ่มเป็น 2 เท่า
3.คนที่เผยรหัส (Password) ที่ตัวเองรู้มา สำหรับเพื่อใช้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
ความผิดสำหรับนักล้วง
พวกที่ชอบดักข้อมูลที่เป็นส่วนตัว ซึ่งส่งถึงกันทางอินเตอร์เน็ต ทาง e-mail มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท
ความผิดสำหรับพวกปล่อยไวรัส
1.พวก ทำลายข้อมูล หรือไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลของคนอื่น ไม่ว่าด้วยวิธีใด จะใช้ไวรัส หรือแอบเข้าไปทำลายตรงๆ หรือพวกพนักงานที่ทำงานอยู่แล้วกำลังจะออก ไปทำลายข้อมูลเข้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
2.ถ้าทำลายระบบคอมพิวเตอร์ จะมีข้อมูลหรือไม่ก็ตาม มีโทษเท่ากัน
3.“เมื่อ มีกฎหมายฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ น่าจะช่วยให้การก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ลดลงได้บ้าง แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเตอร์เน็ตโดยสุจริต คงไม่ต้องกังวล คงไม่ต้องกังวล ถ้าไม่คิดจะไปกลั่นแกล้งใคร”
4.ถ้าการทำลายข้อมูลคนอื่น ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ประเภทคอมพิวเตอร์ควบคุมจราจร โทษสูงขึ้นเป็น จำคุก 10 ปี ปรับ 200,000 บาท
5.และถ้ากระทบถึงความมั่นคงของประเทศ โทษจะสูงขึ้นเป็นจำคุก 3-15 ปี
6.แต่ถ้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย โทษจะหนักถึงจำคุก 10-20 ปี
2.1 Hacker หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ รักษาความปลอดภัยของ คอมพิวเตอร์ได้ แต่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์
2.2 Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหายรวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์
2.3 Spam (สแปม) คือ การส่งข้อความถึงผู้ที่ไม่ต้องการรับ ก่อให้เกิดความรำคาญ ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว และผิดกฎหมาย ลักษณะของแปม คือ ไม่ปรากฏชื่อผู้ส่ง (Anonymous) ส่งโดยไม่เลือกเจาะจง (Indiscriminate) และ ส่งได้ทั่วโลก (Global) การ SPAM มีทั้ง การสแปมเมล์ (Spam Mail) และ การสแปมบอร์ด (Spam Board)
2.4 ม้าโทรจัน หมายถึง โปรแกรมที่ออกแบบมาให้แฝงเข้าไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้อื่นในหลากหลายรูปแบบ เช่น โปรแกรม หรือ การ์ดอวยพร เป็นต้น เพื่อดักจับ ติดตาม หรือควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกคุกคาม โปรแกรมที่ถูกโหลดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อ ปฏิบัติการ "ล้วงความลับ" หรือ "ยึดเป็นฐานที่มั่นเพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น" “ม้าโทรจัน” จะไม่ทำอะไรกับคอมพิวเตอร์ เหมือนไวรัสอื่น ๆ ถ้าไม่มีคำสั่งใด ๆจากผู้ควบคุม
2.5 สปายแวร์ หมายถึง โปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเห็นเช่น โฆษณา ป็อปอัพ ที่คอยเด้งๆ เวลาเข้าเว็บหรืออยู่ดีๆ ก็แสดงมาซะงั้น หรือจะมาร้ายกว่าในลักษณะล้วงข้อมูลส่วนตัวเช่น ขโมยข้อมูล , รหัส เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้ว การที่มี Spy ware อยู่ในเครื่องนั้นพูดตรงๆ คือ ไม่มีข้อดีเลย…ทั้งยังจะสร้างปัญหาเข้ามาได้อีกหากปล่อยไว้นานๆ เพราะมันไม่ได้มีดีแค่ การแสดงโฆษณาเฉยๆ หรอกครับ เรามาดูวิธีแก้ไขหากติด สปายแวร์รวมถึงวิธีป้องกันกันดี
3.จงยกตัวอย่างกฎหมาย ICT หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มีอะไรบ้างจงอธิบายถึงการกระทำผิดและบทลงโทษมา 5 ตัวอย่าง
1.พฤติกรรม:ใช้ user name/password ของผู้อื่น Log in เข้าสู่ระบบ
ฐานความผิด:มาตรา 5 ปรับไม่เกิน 10,000.- จำคุกไม่เกิน 6 เดือน
ข้อแนะนำ:ไม่ใช้ user/password ของผู้อื่น และห้ามไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ password ของตน
2.พฤติกรรม:Forward email ที่มีข้อความ เนื้อหา หรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม เป็นเท็จ กระทบความมั่นคง หรือลามกก่อนาจาร
ฐานความผิด:มาตรา 14 ปรับไม่เกิน 100,000.- จำคุกไม่เกิน 5 ปี
ข้อแนะนำ:ไม่ forward email ที่ไม่เหมาะสม
3.พฤติกรรม:โพสข้อความตามกระทู้ต่างๆ ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม เป็นเท็จ กระทบความมั่นคง หรือลามกอนาจาร
ฐานความผิด:มาตรา 14 ปรับไม่เกิน 100,000.- จำคุกไม่เกิน 5 ปี
ข้อแนะนำ:ใช้วิจารณญาณในการแสดงความคิดเห็น และคำนึงถึงผลที่จะตามมา
4.พฤติกรรม:เผยแพร่ภาพตัดต่อให้ผู้อื่นได้รับความเสื่อมเสีย หรืออับอาย
ฐานความผิด: มาตรา 16 ปรับไม่เกิน 60,000.- จำคุกไม่เกิน 3 ปี
ความผิดสำหรับนักเจาะ
1.พวก ที่ชอบเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ที่เขาอุตส่าห์สร้างระบบป้องกันไว้แต่ถ้าเข้าเว็บสาธารณะ ก็ย่อมไม่มีความผิด โทษสำหรับพวกชอบเจาะ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
2.แต่ถ้าเจาะเข้าไปถึงข้อมูลที่เก็บรักษาไว้ด้วย โทษจะเพิ่มเป็น 2 เท่า
3.คนที่เผยรหัส (Password) ที่ตัวเองรู้มา สำหรับเพื่อใช้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
ความผิดสำหรับนักล้วง
พวกที่ชอบดักข้อมูลที่เป็นส่วนตัว ซึ่งส่งถึงกันทางอินเตอร์เน็ต ทาง e-mail มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท
ความผิดสำหรับพวกปล่อยไวรัส
1.พวก ทำลายข้อมูล หรือไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลของคนอื่น ไม่ว่าด้วยวิธีใด จะใช้ไวรัส หรือแอบเข้าไปทำลายตรงๆ หรือพวกพนักงานที่ทำงานอยู่แล้วกำลังจะออก ไปทำลายข้อมูลเข้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
2.ถ้าทำลายระบบคอมพิวเตอร์ จะมีข้อมูลหรือไม่ก็ตาม มีโทษเท่ากัน
3.“เมื่อ มีกฎหมายฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ น่าจะช่วยให้การก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ลดลงได้บ้าง แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเตอร์เน็ตโดยสุจริต คงไม่ต้องกังวล คงไม่ต้องกังวล ถ้าไม่คิดจะไปกลั่นแกล้งใคร”
4.ถ้าการทำลายข้อมูลคนอื่น ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ประเภทคอมพิวเตอร์ควบคุมจราจร โทษสูงขึ้นเป็น จำคุก 10 ปี ปรับ 200,000 บาท
5.และถ้ากระทบถึงความมั่นคงของประเทศ โทษจะสูงขึ้นเป็นจำคุก 3-15 ปี
6.แต่ถ้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย โทษจะหนักถึงจำคุก 10-20 ปี
